วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น

ตัวอย่างของ การทำ E-BUSINESS ในภาคเอกชน พร้อมอธิบายถึงการทำงาน และการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ กับ ธุรกิจ ในรูปแบบของ E-BUSINESS

การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ความเป็นมา 
        พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce) หรืออีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) เริ่มขึ้นเมื่อประมาณต้นทศวรรษที่ 1970 โดยเริ่มจากการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงาย และในช่วงเริ่มต้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น บริษัทเล็กๆ มีจำนวนไม่มากนัก ต่อมาเมื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange-EDI) ได้แพร่หลายขึ้น ประกอบกับคอมพิวเตอร์พีซีได้ม ีการขยายเพิ่มอย่างรวดเร็วพร้อมกับการพัฒนาด้านอินเทอร์เน็ตและเว็บ ทำให้หน่วยงานและบุคคลต่าง ๆ ได้ใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ในปัจจุบันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ครอบคลุมธุรกรรมหลายประเภท เช่น การโฆษณา การซื้อขายสินค้า การซื้อหุ้น การทำงาน การประมูล และการให้บริการลูกค้า

ความหมาย 
        พาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การทำธุรกรรมทุกรูปแบบโดยครอบคลุมถึงการซื้อขายสินค้า/บริการ การชำระเงิน การโฆษณาโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะเครือข่ายทางอินเทอร์เน็ต

กรอบแนวคิดของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 
        กรอบแนวคิดของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

  •  แอพพลิเคชั่นของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
  •  ปัจจัยทางการบริหาร
  •  โครงสร้างพื้นฐาน
  •  ประเภทสินค้าของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

สำหรับสินค้าที่ซื้อขายในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จำแนกได้ดังนี้ 
  • สินค้าที่มีลักษณะเป็นข้อมูลดิจิทัล (Digital Products)
  • สินค้าที่ไม่ใช่ข้อมูลดิจิทัล (Non-Digital Products)

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  มี 4 ประเภทหลัก ๆ คือ 
  • ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business หรือ B to B) 
  •  ธุรกิจและลูกค้า (Business to Consumers หรือ B to C) 
  • ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government หรือ B to G) 
  • ลูกค้ากับลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C to C)

การทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B to B
         โมเดลของการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B to B มีหลายแบบ ที่สำคัญได้แก่ Seller oriented marketplace, และ Intermedialy-Oriented marketplace


  • Seller oriented marketplace   ตามโมเดลนี้องค์การจะพยายามขายสินค้า/บริการของตนให้แก่องค์การอื่นผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์  
  • Buyer-Oriented Marketplace  โมเดลนี้มีจุดมุ่งหมายในการลดต้นทุนของสินค้าที่จะซื้อ หรือในตลาดที่มีการประมูลจากนั้นธุรกิจก็จะเสนอประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยผ่านไปยังเครือข่ายอินทราเน็ตของผู้ซื้อประกาศผู้ที่สามารถประมูลไปได้
  • Intermedialy-Oriented marketplace โมเดลนี้เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยทำหน้าที่ในการสร้างตลาดขึ้นมา

ขั้นตอนการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต
ขั้นตอนของการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตแบบ B to B มี 5 ขั้นตอน คือ 

การค้นหาข้อมูล 

  • การเลือกและการต่อรอง 
  • การซื้อสินค้า/บริการทางอินเทอร์เน็ต 
  • การจัดส่งสินค้า/บริการ 
  • การบริการหลังการขาย

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B to C
แอพพลิเคชั่นของการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แบบ B to C

  • ร้านค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Retailing) 
  • การโฆษณา 
  • แคตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic catalog) 
  • ธนาคารไซเบอร์ (Cyberbanking) หรือ Electronic banking หรือ Virtual bangking)
  • ตลาดแรงงานออนไลน์ (Online job market)
  • การท่องเที่ยว
  • อสังหาริมทรัพย์ 
  • การประมูล (Auctions)

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B to G
        ในที่นี้คงไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการค้า แต่จะเป็นเรื่องการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยเองก็มีให้บริการแล้วหลายหน่วยงาน เช่นการคำนวณและเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ต,การให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เช่นข้อมูลการติดต่อการทำทะเบียนต่างๆของกระทรวงมหาดไทย ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่าต้องใช้หลักฐานอะไรบ้างในการทำเรื่องนั้นๆ และสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มบางอย่างจากบนเว็บไซต์ได้ด้วย

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ C to C
         ลูกค้ากับลูกค้า (Consumer to Consumer : C2C) ในเรื่องการติดต่อระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคนั้น มีหลายรูปแบบและวัตถุประสงค์ เช่นเพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ในกลุ่มคนที่มีการบริโภคเหมือนกัน หรืออาจจะทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง ขายของมือสองเป็นต้น

พฤติกรรมของลูกค้า
        การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีลูกค้าอยู่ 2 ประเภท คือ
  • ตัวบุคคล  
  • องค์การ

การวิจัยทางการตลาด
        การ วิจัยทางการตลาดที่ต้องการหาแรงจูงในที่ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้า/ บริการบนอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญมากขึ้นโมเดลในการทำวิจัย เพื่ออธิบายพฤติกรรมของลูกค้า 
 
โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิค (Technical Infrastructure)
        การทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต้องอาศัยฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์จำนวนมาก องค์ประกอบที่สำคัญ คือ เครือข่าย เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web server) การสนับสนุนเว็บเซิร์ฟเวอร์ และซอฟท์แวร์ที่ใช้ทำธุรกรรม และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

ระบบการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ 
        •  เช็คอิเล็กทรอนิกส์ (E-checks)
        •  เครดิตการ์ดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic credit cards)
        •  การจ่ายเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic cash หรือ Digital cash หรือ  
            e-money)
        •  การโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fund Transfer-EFT)

การสนับสนุนการบริการอื่น ๆ ให้ลูกค้า
        มีเครื่องมือหลายประเภทที่ให้บริการลูกค้าออนไลน์ได้ เช่น         
        •  เว็บเพจส่วนตัว (Personalized web Page) 
        •  ห้องสนทนา (Chat rooms)
        •  อีเมล์ (E-mail)
        •  FAQs (Frequent Answers and Questions) 
        •  ความสามารถในการติดตามงาน (Tracking Capabilities)
        •  ศูนย์โทรศัพท์โดยใช้เว็บ (Web-based call centers)

การรักษาความปลอดภัย
        ความต้องการการรักษาความปลอดภัย (security requirements) 
        •  ความสามารถในการระบุตัวตนได้ (Anthentication)
        •  ความเป็นหนึ่งเดียวของข้อมูล (Integriry)
        •  ความไม่สามารถปฏิเสธได้ (Non-repudiation)
        •  สิทธิส่วนบุคคล  (Privacy)
        •  ความปลอดภัย (Safety)

วิธีการรักษาความปลอดภัย 
        •  การใช้รหัส (Encryption)
        •  ใบรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic certificate)
        •  โปรโตคอล (Protocols)

ประโยชน์ของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 
        ประโยชน์ของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีทั้งในระดับบุคคล องค์การ สังคม และระบบเศรษฐกิจ 
        •  ประโยชน์ต่อบุคคล

ประโยชน์ต่อองค์การ/ธุรกิจ 
        •  ประโยชน์ต่อสังคม         
        •  ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ

ข้อจำกัดเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์         
        •  ข้อจำกัดด้านเทคนิค        
        •  ข้อจำกัดด้านกฎหมาย         
        •  ข้อจำกัดด้ายเศรษฐกิจ        
        •  ข้อจำกัดด้านอื่น ๆ

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Online Business with Google





1.  สรุปองค์ความรู้ที่ได้จากการรับฟัง ลงใน Web Blog ของ น.ศ. 

          ทุกคนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้หมด และสิ่งที่ทุกคนทำเวลาเข้าอินเตอร์เน็ตก็คือชอบค้นหา สินค้าและบริการ และมีผู้บริโภคถึง ใน 10 ที่ค้นหาสินค้าและบริการออนไลน์มาใช้กับภาคธุรกิจ  เพื่อเปิดช่องทางการติดต่อซื้อขายสินค้า ด้วยการนำ ZMOT มาใช้เป็นส่วนเสริมในกระบวนการซื้อขายสินค้า ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเพื่อดูดความสนใจ ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลสินค้าเอง  โดยส่วนใหญ่จะใช้ Google เป็นผู้ช่วยในการค้นหา ซึ่งการค้นหาพบได้นั้นจะต้องมีปัจจัยที่นำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจยุคดิจิตอล 3.0  ได้ดังนี้
  1. Get your business online คือ การเข้ามามีตัวตนบนโลกออนไลน์ การสามารถค้นพบได้ด้วย Search Engine ซึ่งให้เราอยู่ในผลการค้นหาได้ โดยส่วนใหญ่จะใช้ Google ในการค้นหา ซึ่งการค้นพบเป็นลำดับแรกๆจะต้องอาศัยค่า Page rang คือข้อมูลและจากจำนวนการเข้าชม ซึ่งจะเป็นค่าสะสมไว้ในการค้นหา
  2. Be found – when customer is searching คือ การสามารถค้นพบได้จากการค้นหาเป็นลำดับแรกๆ ซึ่งอาจเป็นการค้นหาเจอได้โดยทั่วไปซึ่งจะต้องทำให้ค่า Page rang สูง หรือการค้นหาเจอโดยการซื้อตำแหน่งคำค้นหา หรือการโฆษณาโดยตัวค้นหาหรือ Google Adwords ซึ่งผู้ซื้อจะมีค่าใช้จ่ายทุกครั้งลูกค้าคลิกเข้าไป
  3. Be reached – show where you are คือ การสามารถค้นหาเจอได้จากแผนที่อาจผ่านทาง Google maps เพื่อระบุตำแหน่งของห้างร้านคุณ    
  4. Get closer to your customers คือ การใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น โดยการผ่านทาง Google plus ทำให้เสนอข้อมูลและคุยกับลูกค้าได้ ซึ่งปัจจุบัน Google สร้างพื้นการสนทนาแบบ Rail Conversations คือการคุยผ่าน วีดีโอConference นั่นก็คือ Google plus Hangouts เป็นการเปิดพื้นที่ในการสนทนาหลายคนพร้อมกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือการนำเสนอสินค้าได้ ตลอดจนการเรียกเอกสารขึ้นมาดูหรือใบเสนอราคามาใช้ได้ อีกทั้งยังสามารถเผยแพร่ออกไปให้ผู้อื่นรับชมได้คล้ายถ่ายทอดให้รับชม     
  5. Increase your performance คือ การสร้างรายงาน โดย Google narcotic เพื่อวัดการเข้าดูแบบทันทีทันใดในขณะนั้น การตรวจสอบรายละเอียดของผู้เข้าชมเพื่อวัดประสิทธิภาพของเว็บไซต์     
  6. Engage your customer anywhere anytime คือ การค้นหาบนมือถือไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าถึงโฆษณาเราได้ ซึ่งต้องออกแบบให้เป็น Mobile site เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้     
  7. Go Global (AEC) คือ การเข้าถึงได้ทั่วโลก คือ Google มีความสามารถในการช่วยในด้านภาษาก็สามารถช่วยในการแปลภาษาให้เข้าใจระหว่างกันได้ ทำให้ภาษไม่เป็นอุปสรรคในการสื่อสารด้วย Google translate


2.  หาคำศัพท์ที่ได้จากการรับฟังพร้อมหาความหมาย เพื่ออธิบายคำศัพท์ดังกล่าว แล้วสรุปใน Web Blog

  1. Google friendly  คือ  นำเสนอหน้าเว็บแรกให้มีคุณภาพสูง 
  2. PageRank  คือ  อัลกอริทึมที่ใช้การวิเคราะห์เว็บลิงก์ตามทฤษฎีเครือข่ายที่ใช้เป็นพื้นฐานในตัวเสิร์ชเอนจินของกูเกิล 
  3. Google AdWords  คือ โฆษณาในรูปแบบ pay per click
  4. Cocial media  คือ  เป็นแทกที่ทำให้ผู้บริโภคนึกถึงเรา เพื่อให้พูดถึงเราในแง่ที่ดี
  5. Google+ (Google Plus)  คือ  โครงการของ Google ที่มีความพยายามมานานหลังจากมีการออกมา ยอมรับ
  6. Hangouts  คือ  ที่อยู่อีเมลของคุณจะปรากฏแก่คนที่คุณแชทด้วย
  7. Solomo  คือ  โน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่โดดเด่นที่สุด
  8. CMOS  (ซีมอส) ย่อมาจาก “Complementary Metal Oxide Semiconductor”  คือ  ชิปไอซีที่ใช้เก็บข้อมูลที่เป็นค่าเฉพาะของแต่ละระบบ เพื่อให้ Bios (ไบออส) นำไปใช้ในการบู๊ตระบบข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่ใน CMOS 
  9. Commuting  คือ  การต้องเดินทางไปเพื่อทำภารกิจบางอย่าง  เป็นการเดินทางที่อาจกระทำกันบ่อยๆ หรือทุกวัน
  10. Digital Marketing  คือ  การตลาดแบบดิจิตอล อาจเป็นสื่อ หรือเว็บไซต์ นำมาประยุกต์ใช้ทางการตลาด
  11. URL (Uniform Resource Locator)  คือ  ตัวบ่งบอกข้อมูล หรือ ที่อยู่ (Address) ของไฟล์หรือเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต
  12. First Moment of Truth  คือ  เมื่อเข้าไปในสโตร์ แล้วสามารถเห็นสินค้าทันที
  13. Second Moment of Truth  คือ  การที่เราใช้สินค้า แล้วรู้สึกว่าสินค้านี้ตอบโจทย์ ตอบความคาดหวังต่างๆ
  14. Social Network  คือ  ที่ให้บริการบนโลกออนไลน์  ปัจจุบัน การสื่อสารแบบนี้ จะทำผ่านทางInternet และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น
  15. Stimulus  คือ  สัญญาณหรือการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีผลต่อกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต
  16. Information Age  คือ  เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น โดยเฉพาะด้านธุรกิจ
  17. Online Marketing  คือ  การทำการตลาดแบบออนไลน์
  18. Success   คือ  ประสิทธิผล การประสบความสำเร็จ
  19. Street view  คือ  มุมมองที่เสมือนจริง
  20. Rail time  คือ  การทำงานแบบตอบสนองทันทีทันใด

วิเคราะห์ประเด็น ให้ความคิดเห็นและตอบคำถามจากประเด็นปัญหา

1. สาเหตุใดที่ทำให้ธุรกิจ E-commerce ในประเทศไทย ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

            การเติบโตของธุรกิจ E-commerce ในประเทศไทยนั้นยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากการที่ประชาชนบางส่วนขาดความรู้ความเข้าใจ ในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งเทคโนโลยีในสมัยใหม่นี้ได้มีการพัฒนาและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และอาจรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ หรือซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านทาง เว็บไซต์ เนื่องด้วยปัจจุบันมิจฉาชีพมีการใช้กลลวง เพื่อล่อลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ รวมไปถึงการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการล่อลวงประชาชน จึงส่งผลทำให้ผู้ซื้อสินค้าเกิดความไม่เชื่อถือ และเลือกที่จะไม่ใช้บริการ หรือซื้อสินค้า ผ่าน INTERNET ดังนั้นการทำธุรกิจ E-commerce นั้นจะต้องมีกลวิธีที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี   ดังนั้น  การที่ผู้ประกอบการจะทำ ธุรกิจ E-commerce นั้นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการนำเทคโนโลยี มาใช้ในการทำธุรกิจ E-commerce เป็นอย่างดี และสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาชนได้ ดังนั้นนับเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ประชาชนส่วนมากเข้าใจในเรื่องนี้ได้ ดังนั้นปัจจัยนี้จึงส่งผลกระทบทำให้ การเจริญเติบโตของธุรกิจ E-commerce นั้นไม่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยได้เท่าที่ควร



2. ถ้าอยากจะให้ระบบการขายสินค้าในรูปแบบ E-commerce ประเทศไทยประสบความสำเร็จ น.ศ.คิดว่าควรจะต้องประกอบด้วยปัจจัยใดบ้าง



  1. เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้าออกไปโดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ทำให้ผู้ประกอบการเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนการทำร้านค้าได้
  2. ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานเฝ้าตลอด หากคุณมีร้านค้าที่ต้องวางสินค้าจำหน่ายแล้ว นอกจากค่าใช้จ่ายในการดูแลร้านของคุณที่สูง หากร้านใหญ่ก็ต้องมีพนักงานขายที่คอยบริการลูกค้า การนำสินค้าเข้ามาอยู่ในรูปแบบ E-Commerce นั้นจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานเฝ้าร้านได้
  3. ร้านเปิดตลอดเวลา ตราบใดที่เว็บไซต์ของคุณยังออนไลน์อยู่นั้น ลูกค้าสามารถเข้าร้ามค้าออนไลน์ของคุณได้เสมอ คุณไม่จำเป็นต้องปิดร้าน ลูกค้าก็สามารถดูข้อมูลสินค้า บริษัท ร้านค้า ของคุณได้
  4. สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Target Groub) ได้ตรงตามต้องการ สื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นมีหลากหลายรูปแบบ คุณสามารถเลือกสื่อที่จะช่วยทำการตลาดให้ตรงต่อความต้องการของคุณ และตรงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ อาทิ Social Network, E-mail, SEO, Pay Pey Click เป็นต้น

การดำเนินธุรกิจ E-commerce นั้นได้ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยเสมอ นอกจากปัจจัยดังกล่าวที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น การทำ E-commerce ยังต้องให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ด้วย
  1. การเลือกสินค้าที่จะนำมาขาย ควรจะเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการอยู่แล้ว เพราะจะทำให้ขายได้ง่าย ส่งผลให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณมีเงินหมุนเวียนที่ดี ไม่ติดขัด และในเว็บไซต์ของคุณควรจะมีสินค้าให้ลูกค้าได้เลือกเพื่อเป็นตัวช่วยตัดสินใจ
  2. การตลาด ควรมีการวางแผนการตลาดที่ดี เลือกช่องทางที่เหมาะสมกับคุณในการทำการตลาด จะใช้ SEO, SEM, Banner ก็อยู่ที่กลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ ควรมีการวิเคราะห์คู่แข่งทางการตลาดก่อน สำรวจราคาสินค้าในตลาดว่ามีราคาเท่าไร คุณจะขายเท่าไร และคุณจะมีกำไรเหลือเท่าไร
  3. สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ ควรมีการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของคุณ โดย แจ้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้สะดวก นำรางวัลที่เคยได้รับ คำชมของลูกค้า ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องในการเขียนคำอธิบายต่างๆ มีชื่อโดเมนที่เป็นของคุณเอง เลือกใช้ Hosting ที่สามารถเข้าเว็บไซต์ได้โดยไม่มีปัญหา มีข้อมูลที่ใหม่อยู่เสมอ และออกแบบเว็บไซต์ให้ดูน่าเชื่อถือ เป็นต้น
  4. การขนส่งสินค้า ควรชี้แจ้งเรื่องค่าขนส่งที่จะเกิดขึ้นในการซื้อสินค้าของลูกค้าให้ชัดเจน มีทางเลือกให้กับลูกค้าที่ต้องการสินค้าด่วน หรือต้องการให้สินค้ามีการลงทะเบียน เพื่อให้พนักงานไปรษณีย์ส่งสินค้าเมื่อมีคนอยู่ ทำระบบเช็คสถานะการส่งสินค้าเพื่อให้ลูกค้าทราบว่าตอนนี้สินค้าอยู่ที่ไหน
  5. การบริการหลังการขาย สอบถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการสั่งซื้อสินค้า รับสินค้า หรือการทำเว็บไซต์ กับลูกค้าเพื่อหาแนวทางปรับปรุงแก้ไข ส่งคำขอบคุณและคำเชิญให้ลูกค้ามาใช้บริการอีกครั้งเพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ผ่าน E-mail, SMS, จดหมาย เป็นต้น
  6. ช่องทางการชำระเงิน อธิบายถึงวิธีการชำระเงิน ช่องทางการชำระเงิน อย่างละเอียดภายในเว็บไซต์ รวมไปถึงค่าธรรมเนียมที่ลูกค้าอาจจะเสีย (หากมี) และความปลอดภัยในการชำระเงินภายในเว็บไซต์ของคุณ


การทำธุรกิจและการตลาดในยุคดิจิทัล 3.0





1.  สรุปองค์ความรู้ที่ได้จากการรับฟัง ลงใน Web Blog ของ น.ศ. 


          Social media  มีบทบาทที่สำคัญต่อการประกอบ Electronic Commerce ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ทั้งด้านกาตลาดและผู้บริโภคที่มีปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก การที่เราจะสร้างแบรนสินค้าขึ้นมาให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องรู้เรื่องรูปแบบความต้องการ องค์ประกอบต่างๆ ตลอดจนการที่จะหลอมรวมเข้ากับโลกแห่ง Social ให้ได้ ซึ่งจากประเด็นการบรรยายดังกล่าวกระผมสามารถสรุปองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ในการดำเนิน Electronic Commerce ได้  ซึ่งปัจจุบัน  Media  แบ่งออกเป็น 4 ประเภท  คือ

          1.  Owned media เป็นสื่อเว็บไซต์ที่เราเป็นเจ้าของเอง
          2.  Paid media สื่อที่เราต้องจ่ายเงินซื้อประเภท Branner, Sponser ship
          3.  Earned Media ลูกค้าเป็นเจ้าของ โดยมีการพูดถึงธุรกิจกับลูกค้าด้วยกัน
          4.  Social Media เจ้าของธุรกิจเป็นผู้ติดต่อกับลูกค้าโดยตรง เสนอข้อดีของธุรกิจให้กับผู้บริโภค

คำศัพท์เกี่ยวกับ Social Marketing ที่รวมกันเพื่อใช้เป็นกระบวนปากต่อปาก



  1. Influencer Marketing
  2. Buzz Marketing
  3. Community Marketing
  4. Cause Marketing
  5. Referral Marketing
  6. Evangelists Marketing
  7. Content Marketing
  8. Conversation Marketing
  9. Product Marketing
  10. Brand Marketing
  11. Viral Marketing
  12. Grassroots Marketing
  13. Change of costomer  
          ความมีอิสระต่างๆ ไม่ขึ้นกับใคร การแสดงความคิดเห็นชอบ ไม่ชอบอย่างไม่สนใจใคร
มีบทบาทเป็น Reviewer มีการวิจารณ์มากขึ้น การประกาศได้ง่ายในกลุ่มของ Publisher การกระจายข่าวได้ง่ายและกว้าง  การสร้างบทสนทนาที่ดีระหว่างธุรกิจกับลูกค้า การตอบโต้พูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็นกันข้อดี ข้อเสียของสินค้า   การคำนึงถึงความโปร่งใส จริงใจ ในยุคนี้เป็นยุค open เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเข้าถึงได้ง่าย การนำข้อมูลของผู้อื่นไปใช้ ทั้งภาพรูป เสียง สมควรที่จะมีการอ้างถึง หรือทำ Credit  การอาศัยความร่วมมือของผู้บริโภค เพื่อประยุกต์ใช้ด้านการตลาด  การหาข้อมูลจากสื่อเทคโนโลยีต่างๆ ผู้บริโภคจะฟังข้อมูลจากบุคคลอื่นมากกว่า เจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการ ส่วนมากจะเชื่อคำวิจารณ์จากลูกค้าด้วยกันที่เคยใช้บริการมาแล้ว  Alway on & Control ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ออนไลน์ตลอดเวลา และอำนาจส่วนใหญ่อยู่ในมือผู้บริโภค

ขั้นตอนแรกในการสร้าง Product offering

  1. Awarneness การทำให้ผู้บริโภครู้จัก  
  2. Involvement การทำให้เกิดมีส่วนร่วมกับธุรกิจ  
  3. Trial มีการให้ลูกค้าทดลองสินค้า แล้วเกิดความชอบสินค้าของธุรกิจ
  4. Commitment เมื่อชอบแล้วมีการบอกต่อให้กับผู้บริโภคคนอื่น
  5. Referral ต้องทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในสิค้า และกล้าแนะนำให้ผู้บริโภคคนอื่นที่ไม่รู้จักมาใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆ ต้องติดต่อเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย ให้ข้อมูลสินค้าแก่ลูกค้าได้ 
  6. Entertainment Value ต้องมีการ Share Brand ธุรกิจ ระหว่างผู้บริโภคด้วยกัน สามารถทำให้ลูกค้ามีความสุข ประทับใจธุรกิจ

Brand can use Co-creation การทำ Co-creationมีส่วนช่วย Brand ในเรื่องใดบ้าง



  1. ช่วยในด้านการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่นการให้ลูกค้าคิดสูตรอาหารที่ต้องการเอง การให้ลูกค้าออกแบบเสื้อแล้วนำมาแชร์กันเพื่อผลิตออกจำหน่าย
  2. ช่วยในด้านการสร้างความสัมพันธ์ จากความสนิท คุ้นเคย ปรึกษาหรือพูดคุยอยู่บ่อยๆ
  3. ช่วยในด้านการให้บริการ การออกความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้าและบริการ
  4. ช่วยในด้านการเก็บข้อมูล การสำรวจข้อมูลไปใช้ในการทำวิจัย
  5. ช่วยในด้านการจัดแบ่งกลุ่มผู้บริโภค
  6. ช่วยในด้านการพัฒนาองค์กร ธุรกิจของผู้ประกอบการ
           ในยุคแรกๆ การทำ Awareness เปรียบเสมือนการขับเคลื่อนในการสร้าง Brand ของธุรกิจ แต่ปัจจุบันเราต้องมองในด้านของการสร้างไดอะล็อกในการบทสนทนา Dialog Conversation ระหว่างธุรกิจและลูกค้า เปลี่ยนจาก Customer มาเป็นคำว่า Fans ความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบ Share ข้อมูลระหว่างกัน


2.  หาคำศัพท์ที่ได้จากการรับฟังพร้อมหาความหมาย เพื่ออธิบายคำศัพท์ดังกล่าว แล้วสรุปใน Web Bblog

  1. Awarneness  คือ  การทำให้ผู้บริโภครู้จัก
  2. Owned media  คือ  เป็นสื่อเว็บไซต์ที่เราเป็นเจ้าของเอง
  3. Paid media  คือ สื่อที่เราต้องจ่ายเงินซื้อประเภท 
  4. Innovate value  คือ การปรับปรุงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
  5. Social Marketing   คือ  การตลาดเพื่อสังคม
  6. Earned Media  คือ  ลูกค้าเป็นเจ้าของ โดยมีการพูดถึงธุรกิจกับลูกค้าด้วยกัน
  7. Social Media  คือ  เจ้าของธุรกิจเป็นผู้ติดต่อกับลูกค้าโดยตรง เสนอข้อดีของธุรกิจให้กับผู้บริโภค
  8. Nfluencer Marketing  คือ  ตลาด nfluencer
  9. Buzz Marketing  คือ  ตลาดฉวัดเฉวียน
  10. Community Marketing  คือ  ตลาดชุมชน
  11. Cause Marketing  คือ  ทำให้ตลาด
  12. Referral Marketing  คือ  ตลาดส่งต่อผู้ป่วย
  13. Evangelists Marketing  คือ  ลาดรจนา
  14. Content Marketing  คือ  ตลาดคอนเทนต์
  15. Conversation Marketing  คือ  การตลาดการสนทนา
  16. Product Marketing  คือ  ตลาดสินค้า
  17. Brand Marketing  คือ  การตลาดแบรนด์
  18. Viral Marketing  คือ  การตลาดไวรัส
  19. Grassroots Marketing  คือ  ตลาดรากหญ้า
  20. Branding  คือ  กลยุทธ์เพื่อการแข่งขันอย่างยั่งยืน

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รู้จักกับ SO LO MO & ZMOT


"SO LO MO" Social Media Location MobileLo

            "SO LO MO" Social Media Location Mobile  หมายถึง   การตลาดแบบออนไลน์ก้าวหน้าทันสมัยมากขึ้นจึงต้องมีการพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด โดยจะนำ Social network เข้ามาเป็นตัวช่วย
                 



        So  ย่อมาจากคำว่า  Social คือ สังคมออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันที่โด่งดังคือ Facebook , Twitter มีคนใช้งานทั่วโลกแล้วมากกว่า 2 พันล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 5 พันกว่าล้านคนทั่วโลก และใน 1 นาที มีคนโพสต์ข้อความใน Facebook มากกว่า 700,000 ข้อความ และมีคนค้นหาข้อมูลใน Google มากกว่า 700,000 ครั้ง



          Lo ย่อมาจากคำว่า Location คือ  สถานที่ หมายถึงอะไร หมายถึง Google Map หลายเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์ บริษัท หรือเว็บไซต์ส่วนตัวได้มีการใช้งาน Application ที่ชื่อว่า Google Map เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจการเลือกซื้อสินค้าหรือทัวร์ต่าง ๆ เช่นการปักหมุดร้านค้า  สถานที่ท่องเที่ยวของเจ้าของเว็บไซต์หรือทัวร์ต่างๆ






           Mo ย่อมาจากคำว่า Mobile  คือ ในที่นี้ไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือธรรมดา แต่เป็น SmartPhone ,  iPhone , Tablet ต่าง ๆ ที่ได้ถูกพัฒนา Application บนมือถือเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดออนไลน์ในอนาคต ถ้าสังเกตุดีดี บนรถไฟฟ้าหรือตามสถานที่ต่าง ๆ จะมีคนใช้โทรศัพท์กันมากขึ้นแต่ไม่ใช่โทรศัพท์คุยนะค่ะ แต่เป็นในลักษณะเลื่อนหน้าจอเพื่อค้นหาข้อมูล อัพเดทสถานะหรือแม้แต่พูดคุยกับเพื่อนออนไลน์



ZMOT หรือ Zero Moment of Truth 

ZMOT หรือ Zero Moment Of Truth
          ในนิยามความหมายของช่วงเวลาต่าง ๆ ออกมาตามประสบการณ์ของลูกค้า ดังต่อไปนี้






           บทความการวางแผนธุรกิจในแต่ละช่วง (สำหรับตัวอย่างนี้เป็นธุรกิจยานยนต์) โดยแยกออกมาเลยว่าช่วง ZMOT , FMOT , SMOT ธุรกิจควรต้องปรับปรุงอะไรบ้าง และเมื่อเรามีหัวข้อตั้งต้นแล้วก็นำแผนกลยุทธ์นี้ไปแตกเป็นประเด็นเพื่อทำงานตามแผนที่วางไว้ต่อไป






             สรุปได้ว่า ZMOT หมายถึง ช่วงที่ลูกค้าจะมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ก่อนหน้าที่จะไปถึงร้านค้าจริงอย่างการ เริ่มค้นหาข้อมูลสินค้าที่ตัวเองสนใจ